ใครเคยเป็นคางทูมบ้างคะ ?

ฉันจำไม่ได้แล้วว่าตอนเด็กๆ เคยเป็นคางทูมรึปล่าว เหมือนกับจำไม่ได้ว่าเด็กๆ เคยเป็นอีสุกอีใสรึยัง .. ตามที่เคยได้ยินถ้าเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วครั้งนึงก็จะไม่เป็นอีก เท็จจริงประการใดไม่แน่ใจ แต่ว่าถ้ายังไม่เคยเป็น ( เคาะๆๆ ) ก็ไม่อยากเป็นด้วยล่ะค่ะ  .. * จากข้อมูลที่ได้อ่านจากเวปที่ลิงค์ไว้ข้างล่างในเอนทรีนี้  เค้าบอกว่า "คางทูม" ก็เป็นอีกโรคนึง ถ้าเคยเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำด้วยนะคะ

พูดถึงเรื่องโรคคางทูม น้องที่ทำงานฉันเพิ่งเป็นเรียงกันมา 3 คนเลยค่ะ คนแรกหาย คนที่สองเป็น คนที่สองหาย คนที่สามเป็นและเป็นหนักสุดเพราะเป็นคนเดียวที่ต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลตั้ง 3 คืน .. ขาดงานไปสัปดาห์แล้วไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมาทำงานรึปล่าว  

ตอนที่คนแรกเป็นจนกระทั่งหายฉันไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ เพราะเป็นน้องแผนกบัญชีไม่ค่อยได้คุยด้วยกันมากนัก .. คนที่สองกับคนที่สามนี่ เป็นน้องที่สนิทกันหน่อย น้องในแผนกเดิมที่ฉันเพิ่งย้ายออกมา  ตอนที่รู้ว่าน้องคนที่สองเป็น คางบวมหน่อยๆ เค้ายังมาทำงาน พอรู้ว่าเป็นคางทูมแน่แล้ว ก็บอกเค้าว่าต้องหยุดงาน เพราะเป็นโรคติดต่อไม่งั้นเดี๋ยวติดเพื่อนๆ ไปกันหมด ยิ่งงานยุ่ง พักผ่อนน้อย ร่างกายอ่อนแอ ยิ่งรับเชื้อกันได้ง่ายๆ .. ไม่ทันไรมีคนที่สามเป็นต่อกันมาทันที แต่รายนี้หนักหน่อย 2 วันแรกที่เป็น ก็ยังมาทำงานน้องบอกว่าไปหาคุณหมอโรงพยาบาลใกล้ที่ทำงานมาแล้ว คุณหมอไม่ได้บอกว่าต้องหยุดงานหรือพักผ่อนมากๆ อะไร เค้าเห็นงานเยอะเลยไม่อยากหยุด.. ในกลุ่มเพื่อนๆ เค้าก็ชะล้าใจกันนะคะไปทานข้าวกลางวันพร้อมกัน ยังเล่นๆ กัน ตักอาหารจากจานเพื่อน แบ่งกันทาน เล่นกันอีก .. กลัวเพื่อนว่ารังเกียจ ( ไม่น่าคิดแบบนี้กันเลยนะเนี่ย! )  

น้องคนนี้ปกติเค้าชอบมากอด ไม่ได้ชอบกอดฉันคนเดียวนะคะ กอดพี่คนอื่นด้วย วันที่สองที่เป็นแต่เค้ายังมาทำงานอยู่ จะโผมากอดฉัน .. ฉันรีบยกมือห้าม เฮ้ยยยยย ไม่เล่นๆ .. คางทูมเป็นโรคติดต่อจริงๆ แล้วเราก็ไม่ควรมาทำงานด้วย .. เชื้อไวรัสติดต่อกันได้อย่างไข้หวัดอย่างนั้นเลยนะ ไม่ได้รังเกียจแต่ไม่อยากเป็นคางทูมเฟ้ย!!

พอน้องเค้าหยุดงานอยู่บ้าน ไข้ขึ้นมากจนต้องไปโรงพยาบาลอีกรอบ (แต่เปลี่ยนโรงพยาบาลแล้ว) คุณหมอให้แอดมิดเลย คุณหมอบอกว่าอยู่คนเดียวได้ไหม ไม่ต้องมีคนเฝ้า เพราะเดี๋ยวจะไปติดต่อคนอื่นอีก น้องเค้าว่าอยู่ได้ ใครมาเยี่ยมก็อยู่กันแป๊ปๆ .. ฉันไม่ได้ไปเยี่ยมน้องที่โรงพยาบาลได้แต่คุยทางโทรศัพท์ .. สงสารน้องก็สงสาร เมื่อต้นปีก็ไปประสบอุบัติเหตุคราวที่ไปเที่ยวเมืองกาญจน์มาพร้อม ๆ กับฉัน คราวนั้นน้องโพรงจมูกแตก ดั้งหัก ก็นอนโรงพยาบาลไปหลายวัน  คราวนี้เป็นคางทูมอีก ทั้งที่คิดว่าไม่น่าร้ายแรง ก็ยังต้องนอนแหม็บที่โรงพยาบาลอีกรอบ  

แต่คุยๆ กันก็มีเรื่องขำ ตอนเค้าเล่าให้ฟังว่า .. คุณหมอบอกขอชื่อไปส่งกระทรวงสาธารณสุขหน่อยนะ เพราะโรคนี้หายไปนานแล้ว ไม่น่าจะมาเป็นกันอีก โดยเฉพาะผู้ใหญ่เป็นด้วย .. คุณหมอบอกว่าน้องว่า " โรคนี้ถ้าเป็นกับเด็กๆ จะอาการไม่รุนแรงเท่ากับที่ผู้ใหญ่เป็น " ( มีอย่างงี้ด้วยหรอ ? ) พอหมอบอกจะเอาชื่อแจ้งไปกระทรวงสาธารณสุข น้องบอกงั้นเอาอีกสองชื่อเพื่อนที่เป็นมาก่อนหน้านี้ไปด้วยค่ะคุณหมอ .. ถ้าจะดังก็ไม่อยากดังคนเดียว (ดูน้องมันสิ!! รักเพื่อนม๊าก) เอิ๊กกกกก

ที่ได้ยินตอนเด็กๆ เป็นคางทูม ต้องเขียนเสือที่แก้มด้วย อิอิ ผู้ใหญ่หลอก ^^ เสือกี่ตัวก็ไม่หายละมั้งงง ('-' ? ) 

" ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ "  ยังจริงแท้แน่นอนอยู่เสมอ  

ถ้าไม่สบายก็ต้องดูแลตัวเอง
และพยายามกันตัวเองไม่ให้แพร่เชื้อไปหาคนอื่นๆ ด้วย (จะยิ่งดีนะคะ)

 


คางทูม ( Mumps / Epidemic parotitis )
คางทูม เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำลาย โดยมากมักจะเป็นที่ต่อมน้ำลายข้างหู ( parotid glands ) พบมากในเด็กอายุ 6-10 ปี มักไม่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี อาจพบระบาดได้เป็นครั้งคราว

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อคางทูม ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่ม paramyxovirus เชื้อจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัสถูกมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ ( เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ฯลฯ ) ที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับไข้หวัดระยะฟักตัว 14-20 วัน

อาการ
มักมีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียและปวดในรูหูหรือหลังหู ขณะเคี้ยวหรือกลืนนำมาก่อน 1-3 วัน ต่อมาพบบริเวณข้างหูหรือขากรรไกร มีอาการปวด บวม และกดเจ็บผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีลักษณะแดง ร้อน และตึง ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดร้าวที่หูขณะกลืน เคี้ยว หรืออ้าปาก บางรายอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วย 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบของต่อมน้ำลาย 2 ข้าง โดยห่างกันประมาณ 4-5 วัน บางรายอาจมีอาการขากรรไกรบวม โดยไม่มีอาการอื่นนำมาก่อน หรือมีเพียงไข้ โดยขากรรไกรไม่บวมก็ได้

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้เกิดจากไวรัส  ถือเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงซึ่งมักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องฉีดยาหรือให้ยาจำเพาะแต่อย่างใด การที่ชาวบ้านนิยมเขียน "เสื อ" ด้วยตัวหนังสือจีนที่แก้มทั้ง 2 ข้าง  หรือใช้ปูนป้ายแล้วหายได้นั้นก็เพราะเหตุนี้
2. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากจนกว่าคางจะยุบบวม
3. ควรเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน  โดยเฉพาะในผู้ใหญ่  หากสงสัยควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล
4. เมื่อเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก 
5. อาการคางบวม  อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ได้ควรซักถามอาการและตรวจร่างกายให้ถี่ถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจดูภายในปากและลำคอ 

ขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับ " โรคคางทูม "  จาก ::  Thaihealth  ::

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เป็นความเชื่อของคนรุ่นเก่าจริงๆ นะคะ big smile

ตอนเด็กๆ เคยเป็นค่ะ แล้วก็ถูกเขียนเสือเช่นกัน แต่ไม่อายเพราะเพื่อนคนอื่นๆ ก็เขียน เลยกลายเป็นเรื่องปกติไป

แต่จำไม่ได้แล้วค่ะ เรื่องเกี่ยวกับโรคนี้ ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่นำมาฝากกันนะคะ

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ surprised smile

#1 By ~ N ~ on 2008-04-28 00:15

จำไม่ได้เหมือนกัน ว่าเคยเป็นรึเปล่า
แต่จำได้ว่า เพื่อนสมัยเด็ก ๆ ก็เขียนเสือ กันทุกคน ก็หายนะ embarrassed
เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าผู้ใหญ่เป็นแล้วลำบากกว่า
เพราะเห็นเด็ก ๆ เป็น ก็ไม่เห็น ต้องไปหาหมอ นอน รพ.
น่ากลัวจัง เริ่มคิดว่า เราเป็นรึยังเนี่ย

อีสุกอีใส ไม่เคยเป็นค่ะ
เด็ก ๆ แค่ออกหัด ยังเกือบตาย กินไม่ได้ ไข้ขึ้น แถมแผลกว่าจะหาย
เลยกลัว การเป็นอีสุกอีใส มาก
ถ้าใครเป็น จะไม่ยอมเข้าใกล้เด็ดขาด แบบว่า รังเกียจสุด ๆ
ตอนหลัง เลยไปฉีดวัคซีน กันไว้ซะเลย สบายใจดี

ล่าสุด คนที่ทำงานเป็น
ยังแอบกลัว กลัวว่า วัคซ๊น มันมีอายุกี่ปี ยังกันได้ไหม
ขออยู่ห่าง ๆ ไว้ก่อน
มาเป็นตอนแก่เนี่ย เค้าว่าหายยาก แอบยังเป็นแผลเป็นอีก
กลัวเสียโฉม ค่ะ open-mounthed smile

big smile

#2 By friday on 2008-04-28 00:29

ถ้าผมบอกว่าเคยเป็นคางทูม... แถมเคยเขียนเสือ (เป็นตัวอักษรจีนที่แปลว่าเสือ) แล้วหายภายในเวลาอันรวดเร็ว... มันจะไม่เข้ากะกระทู้นี้มั้ยนะ sad smile


มันคงเป็นความเชื่อล่ะมั้ง ใจสั่งมันว่าต้องหาย ต้องหาย ไม่งั้นอายสาวๆ
เพราะผมไม่ค่อยชอบไปหาหมอมาตั้งแต่เด็กๆ ยกเว้นจะหนักจนโดนหาม... ให้เชื้อโรคมันหายไปด้วยตัวของมันเอง confused smile


ปล. ความไม่มีลาภเป็นโรคอันร้ายกาจครับ sad smile

ปล. ระวังแก้มขาวๆใสๆวัย 18 ด้วยนะครับ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ... และถ้าเผลอฮ้าดเช่ยยยยย... มีคนแถวนี้คิดถึงและเป็นห่วงครับ sad smile confused smile

big smile

#3 By Here Be.๛๛๛๛ on 2008-04-28 01:58

ตอนเด็กๆผมโดนแม่หลอกครับว่าเคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ก็เลยไปเล่นกับเพื่อนที่เป็นโดยบอกว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่กี่วันถัดมาเพื่อนหายผมเป็นครับsad smile เลยได้กินไก่ดำเป็นกับข้าวไปหลายมื้อเลย (ไม่รู้ว่าเป็นความเชื่อของคนจีนหรือเปล่าที่ต้องกินไก่ดำเนี่ย) big smile
โอย....เขินอ่ะค่ะ คุณ moodee

(แอบกระซิบๆ อย่าไปบอกใครนะคะ)
หงส์ก็เคยเป็นตอนเด็กๆ อ่ะค่ะ
แถมยังเคยไปเขียนเสืออย่างที่ว่าด้วยอ่ะค่ะ
แต่สงสัยเป็นอย่างมาก...เพราะดูที่เค้าเขียนมาให้
มองยังไงมันก็ไม่เห็นเหมือนเสือ sad smile

พึ่งมารู้ตรงนี้เอง(จากคอมเม้นต์คุณ Here be)ว่ามันเป็นตัวหนังสือจีน sad smile

อรุณสวัสดิ์ค่ะ ไปทำงานก่อนนะคะ confused smile
ตอนเด็กๆเคยเป็นอาม่าจับมาเขียนเสือที่แก้ม
ตอนนั้นหายเพราะอะไรไม่อาจทราบได้เพราะจำไม่ได้แล้ว
ใช้ครามเขียนคำว่าเสือเป็นภาษาจนต้องใช้คนปีเสือเขียนด้วย
อาม่าเกิดปีเสือพอดี

#6 By โคลนตม on 2008-04-28 09:22

ไม่เจอมานานนนนนน...แล้ว
คนเป็นคางทูม
แบบนี้ต้องให้ท่านโลเลมาเขียนเสือให้sad smile

#7 By alienboon on 2008-04-28 10:14

ไม่เคยเป็นและไม่อยากเป็นเลยค่ะ..
แค่โรคประจำตัวที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วววว..

ปล. 1 ขอให้น้องหายไว ๆ นะคะ
ปล. 2 ภาพประกอบดูเศร้า ๆจังcry

#8 By 1411 on 2008-04-28 10:37

น้องที่เป็นคางทูม กลับมาทำงานวันนี้แล้ว
แต่คางบวม หน้าบวมมาเลย ยังไม่หายดีเล้ยยย
เค้าบอกว่า คุณหมอบอกว่าเป็นระยะปลอดภัย
ไม่แพร่เชื้อแล้ว ..
แต่ฉันก็ยังกลัวอยู่ กลัวจริงๆ
ไม่กล้าเข้าใกล้สักคุณน้องสักเท่าไหร่ :P

#9 By moodee on 2008-04-28 11:50

Hot! มีประโยชน์มากเลยค่ะ
ไม่ได้เป็นโรคนี้ แต่ปกติทุกวันนี้ก็เหมือนเป็น 55+confused smile

เคยเป็นเหมือนกันเมื่อสมัยเป็นเด็ก ๆ จำได้ว่าแม่เคยเอาอะไรมามาทาให้เหมือนกัน แป้งสีขาว ๆ cry
เป็นความเชื่อนะคะ big smile
เขียนเสือให้คางทูมกลัว!!!

#11 By BK on 2008-04-28 13:34

ยังไม่เคยเป็นเลยค่ะ ถ้าเป็นจะวาดรูปแมวไว้ที่แก้มให้คางทูมกลัวไปเลยconfused smile

#12 By VAR on 2008-04-28 13:40

เคยเป็นค่ะๆๆๆๆๆๆ
.
.
จำไม่ได้ว่าได้ใช้ยาอะไรไปหรือเปล่า
แต่จำได้ว่า
แม่พาไปหาอาแปะ อากงสักคน
แล้วเขาก็มาเขียนๆที่แก้ม

ตอนนั้นไม่คิดอะไรค่ะ
แบบว่ายังเล็ก
(แอบนึกว่าจะมีเสือโคร่งตัวใหญ่บนหน้าด้วย
แต่จริงๆแล้ว เป็นแค่ตัวอักษรยึกยือๆ)
55555555555

แต่พอโตแล้วก็มานั่งคิด
ว่า มันหายได้ยังไง(ฟระ??)
หรือว่าเขาจะผสมยาฆ่าเชื้อในน้ำหมึก

ก็มั่วไปเรื่อย sad smile

#13 By ”• dhy ”• on 2008-04-28 13:44

ไม่เคยเป็นแฮะ sad smile
แต่ใหความรู้ดีค่ะ
เอาไปเลย! (/'v')/ Hot!

#14 By 'ออม' เองงับ on 2008-04-28 14:43

คนป่วยจำนวนมากเลยที่ไม่ยอมระวังตัวเอง เราก็เคยนั่งรถตู้แล้วรับเชื้อ(หวัดใหญ่)มาจากคนขับรถที่ไอตลอดทางค่ะ เราคิดว่า"เขาช่างไม่รับผิดชอบสังคมเอาเสียเลย" ห่วงงานแต่ไม่ห่วงคนอื่นแบบนี้ไม่ดีเลยค่ะ เป็นขึ้นมาทีก็ทรมานคนอื่น.. น่าจะมีจิตสำนึกตรงนี้บ้าง(ไม่ได้ว่านะคะ แต่ก็ว่าน่ะค่ะ เอ่อ...sad smile)

โรคที่เขาบอกว่าเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำนั้น.. เราเป็นซ้ำถึงสองโรคด้วยกันเลยค่ะ(ตอนเด็กๆ) ก็คือไข้เลือดออก กับ..คุณสุกคุณใส555 แต่คางทูมไม่เคยเป็นแฮะbig smile

#15 By SiLLY OLD WaeW on 2008-04-28 14:59

เขียนเสือคงจะไม่หายคางทูม
ต้องเขียนแพนด้าถึงจะหาย
ถ้าเป็นแพนด้าญี่ปุ่นจะแหล่มมากๆ

ระวังจะเป็นเหยื่อรายที่ 4 นะครับ
ไม่ได้แช่งนะ อิอิ
แต่เตือนไว้เพราะเป็นห่วงbig smile
big smile big smile big smile big smile โอ้...ไม่ค่อยเห็นผู้ใหญ่เป็นจริงๆด้วยค่ะ

#17 By (^_^)/nana on 2008-04-28 15:54

คางตู้ม
.
.
.
ถ้าชื่อนี้ฟังแล้ว น่าลองเป็นดูหน่อยใช่ไม๊

question

#18 By 7 days ago on 2008-04-28 17:42

อ้าว ไม่ได้ฉีดวัคซีนเหรอครับพี่embarrassed

ปัจจุบันนี้คนน่าจะเอาสติกเกอร์มาแปะแทนนะครับ ^^''
โรคนี้ไม่เคยเป็นนะคะแต่เคยเห็นอ่ะsurprised smile
เคยเปนตอนเด็กๆแล้วโดนอาม่าเขียนสอเสือและขอรับ
โฮ๊ะๆ
ปากกาตราม้าสีน้ำเงินเลยทีเดียว
ก็หายนะขอรับ จำไม่ได้และ sad smile

#22 By Niightmarez on 2008-04-28 18:50

เพราะคนโบราณ เชื่อว่า โรคคางทูม เป็นโรคที่ มากจากวัว
ดังนั้นเราจึงต้องเขียนเสือให้วัวกลัว
พอวัวหายเราจะได้ล้อมคอกsad smile sad smile

มั่วนิ่มเพียวๆ ทฤษฎีไม่เกี่ยวเลยconfused smile
หมูมีคางด้วย แต่ไม่อยากมี เพราะไม่อยากเป็นโรคนี้แนนอน

งืมๆ ได้ความรู้เพิ่มอีกระ ขอบคุณจ้า
น่ากลัวจัง .. แต่ไม่เคยเป็นอ่ะ

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงจริงค่ะ surprised smile

#25 By Bew on 2008-04-28 23:36

เคยเป็นตอนเด็กๆค่ะ จำได้ว่ามันเมื่อยมากๆเลย

#26 By แมงปอ on 2008-04-29 10:44

โอ๊ะ!!~ พึ่งรู้นะครับเนี่ยว่าคางทูมเป็นโรคติดต่อ
เคยมีครั้งนึงที่ปวดบวมแถวๆใต้คาง ตอนแรกนึกว่าเป็นคางทูมซะอีก แต่ดูอาการที่คุณมู๋ดีเขียนมา......ไม่ใช่แหะ(ค่อยยังชั่ว sad smile )
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ double wink

ไปแล้วนะครับ รักษาสุขภาพด้วยนะครับ อย่าโหมงานหนักจนเกินไป แล้วจะกลับมาเยี่ยมเยี่ยนอีกเมื่อมีโอกาศครับ double wink

#27 By PepTender on 2008-04-29 16:07

สงสัยช่วงนี้กำลังระบาด เพราะ เพิ่งเป็นเหมือนกันไม่รู้ไปติดใครมา เป็นคนแรกเลย ไปหาหมอมาหมอบอกว่าวันนี้ตรวจเจอคุณคนที่สามแล้ว น่ากลังจิงๆๆ

#28 By (124.120.173.25) on 2008-05-12 23:19

กำลังเป็นอยู่เลยอ่ะ 20แล้วด้วย.... 2ข้างด้วย จาครบอาทิตย์แระ
อยากเขียนเหมืทอนกันนะไอ้เสือเนี่ย....แต่ไม่รู้จาให้ใครเขียนให้ เฮ้อ.... ท ร ม า น...

#29 By ^^SnOw^^ (117.47.68.29) on 2008-06-30 12:10