เป็นคางทูม ให้เขียนเสือ ('- ' ?)
posted on 27 Apr 2008 23:30 by moodeeใครเคยเป็นคางทูมบ้างคะ ?
ฉันจำไม่ได้แล้วว่าตอนเด็กๆ เคยเป็นคางทูมรึปล่าว เหมือนกับจำไม่ได้ว่าเด็กๆ เคยเป็นอีสุกอีใสรึยัง .. ตามที่เคยได้ยินถ้าเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วครั้งนึงก็จะไม่เป็นอีก เท็จจริงประการใดไม่แน่ใจ แต่ว่าถ้ายังไม่เคยเป็น ( เคาะๆๆ ) ก็ไม่อยากเป็นด้วยล่ะค่ะ .. * จากข้อมูลที่ได้อ่านจากเวปที่ลิงค์ไว้ข้างล่างในเอนทรีนี้ เค้าบอกว่า "คางทูม" ก็เป็นอีกโรคนึง ถ้าเคยเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำด้วยนะคะ
พูดถึงเรื่องโรคคางทูม น้องที่ทำงานฉันเพิ่งเป็นเรียงกันมา 3 คนเลยค่ะ คนแรกหาย คนที่สองเป็น คนที่สองหาย คนที่สามเป็นและเป็นหนักสุดเพราะเป็นคนเดียวที่ต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลตั้ง 3 คืน .. ขาดงานไปสัปดาห์แล้วไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมาทำงานรึปล่าว
ตอนที่คนแรกเป็นจนกระทั่งหายฉันไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ เพราะเป็นน้องแผนกบัญชีไม่ค่อยได้คุยด้วยกันมากนัก .. คนที่สองกับคนที่สามนี่ เป็นน้องที่สนิทกันหน่อย น้องในแผนกเดิมที่ฉันเพิ่งย้ายออกมา ตอนที่รู้ว่าน้องคนที่สองเป็น คางบวมหน่อยๆ เค้ายังมาทำงาน พอรู้ว่าเป็นคางทูมแน่แล้ว ก็บอกเค้าว่าต้องหยุดงาน เพราะเป็นโรคติดต่อไม่งั้นเดี๋ยวติดเพื่อนๆ ไปกันหมด ยิ่งงานยุ่ง พักผ่อนน้อย ร่างกายอ่อนแอ ยิ่งรับเชื้อกันได้ง่ายๆ .. ไม่ทันไรมีคนที่สามเป็นต่อกันมาทันที แต่รายนี้หนักหน่อย 2 วันแรกที่เป็น ก็ยังมาทำงานน้องบอกว่าไปหาคุณหมอโรงพยาบาลใกล้ที่ทำงานมาแล้ว คุณหมอไม่ได้บอกว่าต้องหยุดงานหรือพักผ่อนมากๆ อะไร เค้าเห็นงานเยอะเลยไม่อยากหยุด.. ในกลุ่มเพื่อนๆ เค้าก็ชะล้าใจกันนะคะไปทานข้าวกลางวันพร้อมกัน ยังเล่นๆ กัน ตักอาหารจากจานเพื่อน แบ่งกันทาน เล่นกันอีก .. กลัวเพื่อนว่ารังเกียจ ( ไม่น่าคิดแบบนี้กันเลยนะเนี่ย! )
น้องคนนี้ปกติเค้าชอบมากอด ไม่ได้ชอบกอดฉันคนเดียวนะคะ กอดพี่คนอื่นด้วย วันที่สองที่เป็นแต่เค้ายังมาทำงานอยู่ จะโผมากอดฉัน .. ฉันรีบยกมือห้าม เฮ้ยยยยย ไม่เล่นๆ .. คางทูมเป็นโรคติดต่อจริงๆ แล้วเราก็ไม่ควรมาทำงานด้วย .. เชื้อไวรัสติดต่อกันได้อย่างไข้หวัดอย่างนั้นเลยนะ ไม่ได้รังเกียจแต่ไม่อยากเป็นคางทูมเฟ้ย!!
พอน้องเค้าหยุดงานอยู่บ้าน ไข้ขึ้นมากจนต้องไปโรงพยาบาลอีกรอบ (แต่เปลี่ยนโรงพยาบาลแล้ว) คุณหมอให้แอดมิดเลย คุณหมอบอกว่าอยู่คนเดียวได้ไหม ไม่ต้องมีคนเฝ้า เพราะเดี๋ยวจะไปติดต่อคนอื่นอีก น้องเค้าว่าอยู่ได้ ใครมาเยี่ยมก็อยู่กันแป๊ปๆ .. ฉันไม่ได้ไปเยี่ยมน้องที่โรงพยาบาลได้แต่คุยทางโทรศัพท์ .. สงสารน้องก็สงสาร เมื่อต้นปีก็ไปประสบอุบัติเหตุคราวที่ไปเที่ยวเมืองกาญจน์มาพร้อม ๆ กับฉัน คราวนั้นน้องโพรงจมูกแตก ดั้งหัก ก็นอนโรงพยาบาลไปหลายวัน คราวนี้เป็นคางทูมอีก ทั้งที่คิดว่าไม่น่าร้ายแรง ก็ยังต้องนอนแหม็บที่โรงพยาบาลอีกรอบ
แต่คุยๆ กันก็มีเรื่องขำ ตอนเค้าเล่าให้ฟังว่า .. คุณหมอบอกขอชื่อไปส่งกระทรวงสาธารณสุขหน่อยนะ เพราะโรคนี้หายไปนานแล้ว ไม่น่าจะมาเป็นกันอีก โดยเฉพาะผู้ใหญ่เป็นด้วย .. คุณหมอบอกว่าน้องว่า " โรคนี้ถ้าเป็นกับเด็กๆ จะอาการไม่รุนแรงเท่ากับที่ผู้ใหญ่เป็น " ( มีอย่างงี้ด้วยหรอ ? ) พอหมอบอกจะเอาชื่อแจ้งไปกระทรวงสาธารณสุข น้องบอกงั้นเอาอีกสองชื่อเพื่อนที่เป็นมาก่อนหน้านี้ไปด้วยค่ะคุณหมอ .. ถ้าจะดังก็ไม่อยากดังคนเดียว (ดูน้องมันสิ!! รักเพื่อนม๊าก) เอิ๊กกกกก
ที่ได้ยินตอนเด็กๆ เป็นคางทูม ต้องเขียนเสือที่แก้มด้วย อิอิ ผู้ใหญ่หลอก ^^ เสือกี่ตัวก็ไม่หายละมั้งงง ('-' ? )
" ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ " ยังจริงแท้แน่นอนอยู่เสมอ
ถ้าไม่สบายก็ต้องดูแลตัวเอง
และพยายามกันตัวเองไม่ให้แพร่เชื้อไปหาคนอื่นๆ ด้วย (จะยิ่งดีนะคะ)
คางทูม ( Mumps / Epidemic parotitis )
คางทูม เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำลาย โดยมากมักจะเป็นที่ต่อมน้ำลายข้างหู ( parotid glands ) พบมากในเด็กอายุ 6-10 ปี มักไม่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี อาจพบระบาดได้เป็นครั้งคราว
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อคางทูม ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่ม paramyxovirus เชื้อจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัสถูกมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ ( เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ฯลฯ ) ที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับไข้หวัดระยะฟักตัว 14-20 วัน
อาการ
มักมีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียและปวดในรูหูหรือหลังหู ขณะเคี้ยวหรือกลืนนำมาก่อน 1-3 วัน ต่อมาพบบริเวณข้างหูหรือขากรรไกร มีอาการปวด บวม และกดเจ็บผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีลักษณะแดง ร้อน และตึง ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดร้าวที่หูขณะกลืน เคี้ยว หรืออ้าปาก บางรายอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วย 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบของต่อมน้ำลาย 2 ข้าง โดยห่างกันประมาณ 4-5 วัน บางรายอาจมีอาการขากรรไกรบวม โดยไม่มีอาการอื่นนำมาก่อน หรือมีเพียงไข้ โดยขากรรไกรไม่บวมก็ได้
ข้อแนะนำ
1. โรคนี้เกิดจากไวรัส ถือเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงซึ่งมักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องฉีดยาหรือให้ยาจำเพาะแต่อย่างใด การที่ชาวบ้านนิยมเขียน "เสื อ" ด้วยตัวหนังสือจีนที่แก้มทั้ง 2 ข้าง หรือใช้ปูนป้ายแล้วหายได้นั้นก็เพราะเหตุนี้
2. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากจนกว่าคางจะยุบบวม
3. ควรเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ หากสงสัยควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล
4. เมื่อเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก
5. อาการคางบวม อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ได้ควรซักถามอาการและตรวจร่างกายให้ถี่ถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจดูภายในปากและลำคอ
ขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับ " โรคคางทูม " จาก :: Thaihealth ::
มีประโยชน์มากเลยค่ะ
ตอนเด็กๆ เคยเป็นค่ะ แล้วก็ถูกเขียนเสือเช่นกัน แต่ไม่อายเพราะเพื่อนคนอื่นๆ ก็เขียน เลยกลายเป็นเรื่องปกติไป
แต่จำไม่ได้แล้วค่ะ เรื่องเกี่ยวกับโรคนี้ ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่นำมาฝากกันนะคะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
#1 By ~ N ~ on 2008-04-28 00:15